นายปิยะณัฐ ไชยมงค์.
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
1.ชิเชน อิตซา คาบสมุทรยูคาตาน เม็กซิโก
ชิเชน อิตซาเป็นภาษามายาแปลว่า ต้นทางแห่งความสุขสบายของประชาชน ชิเชน อิตซาเป็นวิหารที่โด่งดังที่สุดของชนเผ่ามายา ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอารยธรรมมายา การผสมผสานทางโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างหลากหลายชนิดของชิเชน อิตซา ทั้งพีระมิดแห่งเทพเจ้าคูคุลคาน (เทพเจ้าสูงสุดของชาวมายาซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์) วิหารชัค มุล (รูปปั้นซึ่งเป็นศิลปะแบบมายา) ห้องโถงที่เต็มไปด้วยเสาหลายพันต้นและลานกว้างที่ใช้เป็นที่ชุมนุมของ ประชาชนในอดีตนั้น แสดงให้เห็นถึงความพิเศษในเชิงสถาปัตยกรรมด้านการจัดวางองค์ประกอบของ เนื้อที่และพื้นที่ใช้สอย โดยเฉพาะในส่วนของพีระมิดแห่งเทพเจ้าคูคุลคานซึ่งถือเป็นพีระมิดแห่งสุดท้าย และเป็นพีระมิดที่กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมายาด้วย
2.รูปปั้นพระเยซูคริสต์ นครริโอเดอจาเนโร บราซิล
รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกวาโด มีความสูงราว 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดยไฮตอร์ ดาซิลวา คอสตา ชาวบราซิล และสร้างโดยพอล ลันดอฟสกี้ ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ปี พ.ศ.2474 รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครริโอเดอจาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1,800,000 รายต่อปี
3.มาชู ปิกชู ประเทศเปรู
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิ ปาชาคูเทค ยูปันกี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคา ได้สร้างเมืองแห่งหนึ่งบนภูเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกชื่อว่า มาชู ปิกชู (มีความหมายว่าภูเขาโบราณ) ปัจจุบันอยู่ในประเทศเปรู ที่ตั้งของเมืองนี้ค่อนข้างกันดารยากที่จะเข้าถึง โดยตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดิส ลึกเข้าไปในป่าอเมซอนและอยู่เหนือแม่น้ำอุรุบัมบา ซึ่งภายหลังชาวอินคาได้อพยพออกจากเมืองนี้เนื่องจากเกิดโรคระบาดขึ้น หลังจากอาณาจักรอินคาล่มสลายจากการพ่ายแพ้สงครามให้กับชาวสเปน เมืองแห่งนี้ก็ได้หายสาบสูญไปกว่า 3 ศตวรรษ จนกระทั่งได้รับการค้นพบใหม่โดยฮิราม บิงแฮม นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ในปี พ.ศ.2454
4.กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีนตั้งอยู่บนพรมแดนทางตอนเหนือของประเทศจีน เริ่มต้นสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน (ราวปี พ.ศ.322-337 หรือ 221-206 ปีก่อนคริสตกาล) โดยมีจุดประสงค์ในการเชื่อมโยงป้อมปราการให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อป้องกันการ รุกรานจากชนเผ่ามองโกลในอดีต มีความยาวทั้งสิ้นกว่า 6,700 กิโลเมตร ถือเป็นสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ยาวที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ผู้คนจำนวนหลายพันคนต้องอุทิศชีวิตให้กับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้ นอกจากนี้ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่ากำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียวในโลกที่ สามารถมองเห็นได้จากอวกาศ กำแพงเมืองจีนได้รับการคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2529
5.เปตรา ประเทศจอร์แดน
6.ทัชมาฮาล เมืองอักรา ประเทศอินเดีย
ทัชมาฮาลสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ชาห์ จาฮัน เพื่อใช้เป็นที่ฝังศพของพระนางมุมทัซ มาฮาล มเหสีที่พระองค์ทรงรักมากที่สุดซึ่งเสียชีวิตขณะมีอายุได้เพียง 39 ชันษาหลังจากที่ให้กำเนิดบุตรคนที่ 14 ทัชมาฮาลสร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศักราช 1631-1648 สร้างโดยใช้หินอ่อนสีขาวทั้งหลัง รวมทั้งใช้วัสดุในการตกแต่งชั้นเลิศจากทั่วเอเชียซึ่งขนส่งโดยใช้ช้างกว่า 1,000 ตัว ทัชมาฮาลได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะแบบมุสลิมที่สวยงามสมบูรณ์แบบมากที่สุด ในอินเดีย นอกจากนี้ ทัชมาฮาลยังเป็นสถานที่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดของอินเดีย มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมทัชมาฮาลราวปีละเกือบ 3 ล้านคน
7.สนามกีฬาโคลอสเซียม กรุงโรม ประเทศอิตาลี
สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลม ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรมแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้อง ปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทาง ประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้มีแต่การต่อสู้และการแข่งขัน ที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=375431b32d4b1dd8&pli=1
นักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก
นักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://allknowledges.tripod.com/scientist.html
ชื่อ : กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)
ประวัติ : นักวิทยาศาสตร์ และนักปราชญ์ ชาวอิตาลี เกิด ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศ อิตาลี ตาย ค.ศ. 1642 รวมอายุ 78 ปี
ผลงานสำคัญ : พบกฎการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา ประดิษฐ์เครื่องมือจับการเต้นของชีพจร พบเครื่องชั่งไฮโดรสแตติก พบว่า วัตถุ 2 ชนิดที่มีน้ำหนักต่างกัน แต่ขนาดและรูปร่างเหมือนกัน เมื่อปล่อยลงมาจากที่สูงจะตกลงมาถึงพื้นดินพร้อมกัน ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์แบบหักเห ที่มีกำลังขยายมากถึง 33 เท่า พบว่า ผิวของดวงจันทร์ขรุขระ พบว่า ทางช้างเผือกประกอบด้วยดาวจำนวนมาก พบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ เชื่อว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล หนังสือเล่มสุดท้ายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ใหม่ ซึ่งเป็นการวางหลักไว้ จนนิวตันสามารถนำไปวางเป็นกฎแห่งการเคลื่อนที่ ซึ่งใช้กันมาจนทุกวันนี้
| กาลิเลโอ กาลิเลอี | เซอร์ไอแซก นิวตัน |
ี้ ชื่อ : เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Niwton)
ประวัติ : นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญา เกิด ค.ศ. 1642 ที่ลินคอล์นเคาน์ตี้ ประเทศอังกฤษ ตาย ค.ศ. 1727 อายุ 85 ปี
ผลงานที่สำคัญ : คิดทฤษฎีไบโนเมียลได้ คิดฟลักเซียลได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาเรียกใหม่ว่า กฎเกณฑ์ในวิชาอินทีกราลแคลคูลัส สร้างกล้องโทรทัศน์แบบสะท้อนแสง พบแรงโน้มถ่วงของโลก และความโน้มถ่วงของจักรวาล และตั้งกฎของความโน้มถ่วง (Law of Gravitation) พบว่า ปริซึมสามารถแยกแสงจากดวงอาทิตย์ได้เป็น 7 สี คือ แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม และม่วง พบกฎการเคลื่นที่
ชื่อ : เจมส์ วัตต์ (James Watt)
ประวัติ : วิศวกร และนักประดิษฐ์ชาวสกอต เกิด ค.ศ. 1736 ตาย ค.ศ. 1819 รวมอายุ 83 ปี
ผลงานที่สำคัญ : เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องจักไอน้ำ สำเร็จเป็นคนแรก
| เจมส์ วัตต์ | เบนจามิน แฟรงคลิน | เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ |
ชื่อ : เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)
ประวัติ : รัฐบุรุษ นักเขียน และนักวิทยาศาสตร์ เกิด ค.ศ. 1706 ที่เมือบอสตัน รัฐแมสซาจูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ตาย ค.ศ. 1790 รวมอายุ 84 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับไฟฟ้า ในอากาศ พบประจุไฟฟ้า ในอากาศ และพบว่าไฟฟ้าในอากาศ ทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เป็นผู้แนะนำให้รู้จักใช้สายล่อฟ้า ป้องกันฟ้าผ่า
ชื่อ : เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner)
ประวัติ : นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษ เกิด ค.ศ. 1749 ที่บาร์กลีย์ มณฑลกลอสเตอร์เชียร์ ตาย ค.ศ. 1823 รวมอายุ 74 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ
ชื่อ : เซอร์ฮัมฟรีย์ เดวี (Sir Humphry Davy)
ประวัติ : นักเคมีชาวอังกฤษ เกิด ค.ศ. 1778 ที่เมืองแพนซานช์ แคว้นคอร์นิชแมน ตาย ค.ศ. 1829 ที่เมืองเจนีวา รวมอายุ 56 ปี
ผลงานที่สำคัญ : พบก๊าซไตรัสออไซด์ สำหรับใช้เป็นยาสลบ เพื่อช่วยในการผ่าตัด ค้นพบธรรมชาติของความร้อน ค้นพบการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า จะแยกน้ำออกเป็นก๊าซสองชนิด คือ ไฮโดรเจนและออกซิเจน ค้นพบธาตุโซเดียม และโพแทสเซียม และธาตุอื่นอีก 10 ชนิด ประดิษฐ์ตะเกียงนิรภัย (ตะเกียงเดวี : Davy lamp) สำหรับใช้ในเหมืองถ่านหิน
| เซอร์ฮัมฟรี เดวี | ไมเคิล ฟาราเดย์ | ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ |
ชื่อ : ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday)
ประวัติ : นักเคมี และนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เกิด ค.ศ. 1791 ที่เมืองเซอร์เรย์ ตาย ค.ศ. 1867 รวมอายุ 76 ปี
ผลงานที่สำคัญ : พิสูจน์ว่า กระแสไฟฟ้า สามารถผลิตได้จากแม่เหล็กไฟฟ้า ประดิษฐ์ไดนาโม ศึกษากระบวนการที่ผ่านกระแสไฟฟ้าลงไปในของเหลวเพื่อชุบโลหะ ค้นพบกฎการแยกสลายด้วยไฟฟ้าของฟาราเดย์ (Faraday's law of electrolysis) ค้นพบกฎเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าหลายอย่าง
ชื่อ : ชาลส์ กู๊ดเยียร์ (Charles Goodyear)
ประวัติ : นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน เกิด ค.ศ. 1800 ที่มลรัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา ตาย ค.ศ. 1860 รวมอายุได้ 60 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ประดิษฐ์ยางให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยผสมกำมะถัน และใช้ความร้อนสูง (Vulcanization)
| ชาร์ลส์ ดาร์วิน | หลุยส์ ปานเตอร์ | โจเซฟ ลิสเตอร์ |
ชื่อ : ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)
ประวัติ : นักธรรมชาิติวิทยา ชาวอังกฤษ เกิด ค.ศ. 1809 ที่ชรูว์สเบอรี่ ประเทศอังกฤษ ตาย ค.ศ. 1882 รวมอายุ 73 ปี
ผลงานที่สำคัญ : เป็นผู้อธิบายทฤษฎีวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตด้วยหลักการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
ชื่อ : หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)
ประวัติ : นักเคมีชาวฝรั่งเศส เกิด ค.ศ. 1822 ประเทศฝรั่งเศส ตาย ค.ศ. 1895 รวมอายุ 73 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ค้นพบสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือที่เรียกว่า จุลินทรีย์ ค้นพบการฆ่าเชื้อแบบปาสเตอร์ (Pasteuris ation) ค้นพบวิธีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันพิษสุนัขบ้า แก้โรคไหมซึ่งเป็นตัวทำลายตัวไหม และอุตสาหกรรมไหมสำเร็จ ค้นคว้าโรคแอนแทรกศ์สำเร็จ ค้นคว้าโรคอหิวาต์ไก่สำเร็จ
ชื่อ : โจเซฟ ลิสเตอร์ (Joseph Lister)
ประวัติ : ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ เกิด ค.ศ. 1827 ประเทศอังกฤษ ตาย ค.ศ. 1912 รวมอายุ 85 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ค้นพบยาฆ่าเชื้อโรค ทำให้การผ่าตัด ปลอดภัยขึ้น จากการติดเชื้อที่แผล
ประวัติ : นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ เกิด ค.ศ. 1824 ที่เมืองเบลฟาสต์ ตาย ค.ศ. 1907 รวมอายุ 83 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ประดิษฐ์เครื่องหยั่งทะเลแบบใหม่ ประดิษฐ์กัลวานอมิเตอร์ แบบกระจกสำหรับใช้ในการโทรเลข ประดิษฐ์โทรเลขแบบไซฟอน สามารถใช้บันทึกข่าวสารลงไปทันที ประดิษฐ์เข็มทิศเดินเรือ แบบใหม่ ค้นพบมาตราสัมบูรณ์ของอุณหภูมิ
| ลอร์ด เคลวิน | วิลเฮลม์ คอนราด รันท์เกน | อเล็กซานเตอร์ แกรมแฮม เบลล์ |
ชื่อ : วิลเฮลม์ คอนราด รันท์เกน
(Wilhelm Konrad Rontgen)
ประวัติ : นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน เกิด ค.ศ. 1845 ตาย ค.ศ. 1923 รวมอายุ 78 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ค้นพบแสงรังสีเอกซ์ ซึ่งช่วยให้การผ่าตัดได้ผลดียิ่งขึ้น ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ใน ค.ศ. 1901 เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขานี้
ชื่อ : อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์
(Alexander Graham Bell)
ประวัติ : นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน เกิด ค.ศ. 1847 ตาย ค.ศ. 1922 รวมอายุ 75 ปี
ผลงานที่สำคัญ : คิดสร้างโทรเลขชนิด ฮาร์มอนิกมัลติเปิลได้ คิดเครื่องโทรศัพท์ แม่เหล็กไฟฟ้าได้สำเร็จ
ชื่อ : โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)
ประวัติ : นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน เกิด ค.ศ. 1847 ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ตาย ค.ศ. 1931 รวมอายุ 84 ปี
ผลงานที่สำคัญ : คิดเครื่องเคาะโทรเลขอัตโนมัติ คิดเครื่องบันทึกคะแนนเสียงเลือกตั้ง คิดเครือ่งถ่ายภาพยนตร์ได้ คิดเครื่องเล่นจานเสียงได้ คิดหลอดไฟฟ้าได้ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 1,100 ชิ้น
| โทมัส อัลวา เอดิสัน | มารี กูรี | ปิแอร์ กูรี |
ชื่อ : มารี กูรี และ ปิแอร์ กูรี (Marie Curie and Pierre Curie)
ประวัติ : มารี กูรี นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ชื่อเดิม มาร์ยา สโคลโดฟสกา (Marja Sklodowaska) เกิด ค.ศ. 1867 ที่กรุงวอร์ซอว์ โปแลนด์ ตาย ค.ศ. 1934 รวมอายุ 67 ปี ปิแอร์ กูรี นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส เกิด ค.ศ. 1859 ตาย ค.ศ. 1906 รวมอายุ 47 ปี ทั้งสอง เป็นสามีภรรยากัน
ผลงานที่สำคัญ : ค้นพบกัมมันตภาพรังสีของทอเรียม ค้นพบธาตุกัมมันตรังสี 2 ชนิด คือ พอโลเนียมและเรเดียม ซึ่งสามารถใช้รักษาโรคมะเร็ง และโรคผิวหนังได้ แยกเรเดียมจากสินแร่ ค้นพบทฤษฎีของสารพาราแมกเนติก ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับแบ็กเกอแรล ใน ค.ศ. 1903 และมารี กูรี ได้รับรางวัลโนเบลอีกครั้งในสาขาเคมี ใน ค.ศ. 1911
ชื่อ : วิลเบอร์และออร์วิลล์ ไรท์
(Wilbur and Orville Wright)
ประวัติ : นักประดิษฐ์สองพี่น้องตระกูลไรท์ ชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการบินในอากาศ วิลเบอร์ ไรท์ เกิด ค.ศ. 1867 ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ตาย ค.ศ. 1912 รวมอายุ 45 ปี ออร์วิลล์ ไรท์ เกิด ค.ศ. 1871 ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ตาย ค.ศ. 1948 รวมอายุ 77 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ประดิษฐ์เครื่องบินได้สำเร็จ เป็นการบินด้วยเครื่องยนต์ที่หนักกว่าอากาศ
| สองพี่น้องตระกูลไรท์ | กูลิเอลโม มาร์โคนี |
ชื่อ : กูลิเอลโม มาร์โคนี
(Guglielmo Marconi)
ประวัติ : วิศวกรไฟฟ้า ชาวอิตาลี เกิด ค.ศ. 1874 ประเทศอิตาลี ตาย ค.ศ. 1937 รวมอายุ 63 ปี
ผลงานที่สำคัญ : ประดิษฐ์เครื่องส่งวิทยุโทรเลข ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ร่วมกับ คาร์ล เฟอร์ดินานด์ เบราน์ ใน ค.ศ. 1909
ชื่อ : อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
(Albert Einstein)
ประวัติ : นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เกิด ค.ศ. 1879 ในประเทศเยอรมนี ตาย ค.ศ. 1955 รวมอายุ 76 ปี
ผลงานที่สำคัญ : คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์ (Einstein's theory of Relativity)ซึ่งนำไปสู่สมการ
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของระเบิดปรมาณู คิดทฤษฎีเอกภาพแห่งสนาม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการนำทฤษฎี สัมพัทธภาพไปใช้ในวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ใน ค.ศ. 1921
| อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ | เฟลมมิง |
ชื่อ : เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
(Sir Alexander Fleming)
ประวัติ : นักวิทยาศาสตร์ ชาวสกอต เกิด ค.ศ. 1881 ประเทศอังกฤษ ตาย ค.ศ. 1955 รวมอายุ 74 ปี
ผลงานสำคัญ : ค้นพบสารเพนิซิลลินจากเชื้อรา ซึ่งสามารถใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แะลใช้เป็นยาปฏิชีวนะ ที่ใช้รักษาโรคหลายโรค ได้รับรางวัลโนเบล สาขาแพทย์ ร่วมกับโอวาร์ด วอลเทอร์ ฟลอรีย์ และเอิร์นสต์ โบริส เชน ใน ค.ศ. 1945
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://allknowledges.tripod.com/scientist.html
อกหักทำอย่างไร????
อกหักทำอย่างไร????
|
หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ
หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ
๑. รับประทานอาหาร อย่างถูกต้องเหมาะสม
อาหารเช้า
สำคัญมากเพราะช่วงเช้าร่างกายขาดน้ำตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะเกิดภาวะขาดน้ำตาลซึ่งจะมี
ผลทำให้ความคิดตื้อตันไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย มื้อเช้ารับประทานได้เช้า
ที่สุดยิ่งดี (ระหว่างเวลา ๖.๐๐ – ๗.๐๐ น.) เพราะท้องว่างมานาน หากยังไม่มีอาหารให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำข้าวอุ่น ๆ
ก่อน ควรทานข้าวต้มร้อน ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการขับถ่ายอุจจาระ ถ้าจำเป็นต้องรับประทาน(สาย) ใกล้อาหารมื้อ
กลางวัน อย่ารับประทานมาก
อาหารเพล (อาหารมื้อกลางวัน)
ควรเป็นอาหารหนัก เช่น ข้าวสวย พร้อมกับข้าวครบ ๕ หมู่ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก และควร
รับประทานให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย
๒. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
๓. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
ขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
๔. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
๕. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
๖. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
๗. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
๘. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน
สำคัญมากเพราะช่วงเช้าร่างกายขาดน้ำตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะเกิดภาวะขาดน้ำตาลซึ่งจะมี
ผลทำให้ความคิดตื้อตันไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย มื้อเช้ารับประทานได้เช้า
ที่สุดยิ่งดี (ระหว่างเวลา ๖.๐๐ – ๗.๐๐ น.) เพราะท้องว่างมานาน หากยังไม่มีอาหารให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำข้าวอุ่น ๆ
ก่อน ควรทานข้าวต้มร้อน ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการขับถ่ายอุจจาระ ถ้าจำเป็นต้องรับประทาน(สาย) ใกล้อาหารมื้อ
กลางวัน อย่ารับประทานมาก
อาหารเพล (อาหารมื้อกลางวัน)
ควรเป็นอาหารหนัก เช่น ข้าวสวย พร้อมกับข้าวครบ ๕ หมู่ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก และควร
รับประทานให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย
๒. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
๓. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
ขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
๔. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
๕. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
๖. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
๗. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
๘. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน
ท่าทางและอิริยาบทในการใช้ชีวิตประจำวัน
การออกกำลังกายท่าพื้นฐาน
วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555
ปราสาทเขาพนมรุ้ง
อุทยานประวัติศาตร์ปราสาทเขาพนมรุ้ง
ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18
จารึกต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) ได้สถาปนาเทวาลัยถวายพระอิศวรที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรก ๆ คงยังไม่ใหญ่โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1544) ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด) ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้น หมายถึง พระนารายณ์เทพองค์หนึ่งของศาสนาพราหมณ์ บรรทมหลับพักผ่อนอยู่บนอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทรโดยมีพระนางลักษมีซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามและเป็นพระมเหสคอยปรนนิบัติพัดวีมิให้ยุงริ้นไรมาไต่ตอมพระนารายณ์เพื่อให้บรรทมหลับพักผ่อนให้สบายเมื่อตื่นบรรทมมาแล้วแล้วและพระพรหมเทพอีกองค์หนึ่งของศาสนาพราหม์จะเป็นผู้สร้างโลกและทำสิ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่จึงเริ่มนับใหม่ครั้นสิ้นกัลปโลกก็จะแตกดับลงไปเองพระนารายณ์ก็จะบรรทมหลับพักผ่อนอีกครั้นหนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)